สรรหาพนักงาน ต้อนรับอย่างไรให้ได้คนที่ใช่ตั้งแต่วันแรก

สรรหาพนักงาน

สรรหาพนักงาน ต้อนรับไม่ควรพิจารณาเพียงบุคลิกภายนอก แต่ต้องมีเกณฑ์วัดทักษะการสื่อสาร Service Mind การแก้ปัญหา และความพร้อมทำงานอย่างเป็นระบบ

พนักงานต้อนรับคือจุดสัมผัสแรกระหว่างผู้มาติดต่อกับองค์กร การเลือกผิดจึงไม่ได้เพิ่มเฉพาะต้นทุนการสรรหาใหม่ แต่อาจกระทบประสบการณ์ลูกค้า ภาพลักษณ์ และการประสานงานภายในด้วย

    • กำหนด Job Scorecard จากลักษณะงานจริงก่อนเปิดรับสมัคร
    • อย่าตัดสินจากหน้าตาหรือความสุภาพเพียงอย่างเดียว
    • ใช้คำถามและเกณฑ์ให้คะแนนเดียวกันกับผู้สมัครทุกคน
    • ทดสอบด้วย Role Play ที่ใกล้เคียงสถานการณ์หน้างาน
    • วาง Onboarding และแผนสำรองบุคลากรก่อนวันเริ่มงาน

พนักงานต้อนรับที่ใช่ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

พนักงานต้อนรับที่เหมาะสมต้องสื่อสารได้ชัดเจน รับฟังเป็น ควบคุมอารมณ์ได้ และรับผิดชอบต่อประสบการณ์ของผู้มาติดต่อ ไม่ควรเลือกจากรูปลักษณ์หรือความประทับใจระหว่างสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว

Hard Skills และ Soft Skills ที่ควรประเมิน

Hard Skills ที่จำเป็นขึ้นอยู่กับหน้างาน เช่น ภาษาอังกฤษ การใช้ระบบลงทะเบียน โทรศัพท์สำนักงาน โปรแกรมนัดหมาย อีเมล และการบันทึกข้อมูล ส่วน Soft Skills ควรครอบคลุมการฟัง การจับประเด็น ไหวพริบ ความละเอียดรอบคอบ การจัดลำดับงาน และการทำงานภายใต้แรงกดดัน

องค์กรควรแยกว่าอะไรคือ “คุณสมบัติจำเป็นก่อนเริ่มงาน” และอะไรสามารถฝึกเพิ่มเติมได้ เพื่อไม่ให้ข้อกำหนดสูงเกินความจำเป็นจนพลาดผู้สมัครที่มีศักยภาพ

Service Mind ต่างจากการพูดจาสุภาพอย่างไร

การพูดสุภาพเป็นเพียงพฤติกรรมที่มองเห็นได้ แต่ Service Mind คือความสามารถในการเข้าใจความต้องการ ค้นหาวิธีช่วยเหลือ ติดตามเรื่อง และส่งต่ออย่างรับผิดชอบ

พนักงานที่พูดดีอาจยังไม่ใช่พนักงานบริการที่ดี หากไม่สามารถจับปัญหาและพาผู้มาติดต่อไปถึงคำตอบได้

องค์กรที่ต้องการบุคลากรด่านหน้าสามารถศึกษาขอบเขตของบริการจัดหาพนักงานบริการลูกค้า เพื่อเปรียบเทียบทักษะที่ต้องใช้กับบริบทหน้างานจริง

สรรหาพนักงาน ต้อนรับอย่างไรให้ได้คนที่ใช่ตั้งแต่วันแรก

ต้องเริ่มจากการนิยามงานและผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ ก่อนกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร โดยวิเคราะห์ประเภทผู้มาติดต่อ ปริมาณงาน ช่วงเวลาที่หนาแน่น กะทำงาน ภาษา ระบบสำนักงาน และเหตุการณ์เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

สร้าง Job Scorecard ก่อนประกาศรับสมัคร

Job Scorecard ควรระบุอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่

    1. ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากตำแหน่ง
    2. หน้าที่หลักในแต่ละวัน
    3. สมรรถนะหรือพฤติกรรมที่จำเป็น
    4. ระดับคะแนนและหลักฐานที่ใช้ตัดสิน

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น รับสายและบันทึกข้อมูลครบถ้วน ตรวจสอบนัดหมายถูกต้อง ให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ตามขอบเขต และส่งต่อข้อร้องเรียนไปยังผู้รับผิดชอบโดยไม่ทำให้ข้อมูลตกหล่น

กำหนดเกณฑ์ผ่านที่วัดผลได้

เปลี่ยนคำกว้างอย่าง “บุคลิกดี” เป็นพฤติกรรมที่ประเมินได้ เช่น สบตาเหมาะสม ฟังจนจบ ทวนความต้องการ ใช้น้ำเสียงมั่นคง และอธิบายขั้นตอนถัดไปได้ชัดเจน

การกำหนดเกณฑ์ล่วงหน้าช่วยลดการตัดสินจากความรู้สึกส่วนตัว และทำให้ HR กับผู้จัดการหน้างานเข้าใจคำว่า “คนที่ใช่” ตรงกัน

เขียนประกาศรับสมัครอย่างไรให้ดึงดูดผู้สมัครที่ตรงงาน

ประกาศงานที่ดีต้องสะท้อนงานจริง ไม่ใช่มีเพียงข้อความว่า “ยิ้มแย้ม บุคลิกดี และรักงานบริการ” เพราะผู้สมัครต้องใช้ข้อมูลในประกาศเพื่อประเมินความเหมาะสมของตนเองเช่นกัน

รายละเอียดงานที่ต้องระบุให้ชัด

ควรระบุสถานที่และเวลาทำงาน รูปแบบกะ วันหยุด ปริมาณผู้มาติดต่อ หน้าที่รับสายหรือดูแลนัดหมาย ระบบที่ใช้ ระดับภาษา รูปแบบการแต่งกาย ตัวชี้วัดผลงาน ค่าตอบแทน และโอกาสเติบโต

หากต้องทำหลายหน้าที่พร้อมกัน เช่น ต้อนรับแขก รับโทรศัพท์ และประสานงานห้องประชุม ควรแจ้งให้ชัดตั้งแต่ต้นแทนการใช้คำว่า “ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย”

ข้อมูลใดช่วยคัดกรองผู้สมัครตั้งแต่ต้น

ควรแจ้งเงื่อนไขที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น การทำงานวันหยุด การยืนเป็นเวลานาน การใช้ภาษาอังกฤษ หรือการเดินทางระหว่างสาขา ประกาศที่โปร่งใสช่วยลดการปฏิเสธข้อเสนอและความไม่เข้าใจหลังเริ่มงาน

ผู้วางแผนรับพนักงานด่านหน้าสามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่องการเลือกพนักงานต้อนรับให้พร้อมทำงาน เพื่อเตรียมเกณฑ์ก่อนเปิดรับสมัคร

คัดกรองเรซูเมและสัมภาษณ์พนักงานต้อนรับอย่างเป็นระบบ

ควรคัดกรองจากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ความต่อเนื่องในการทำงาน ทักษะภาษา และระบบที่เคยใช้ โดยไม่ด่วนสรุปความสามารถจากรูปถ่าย อายุ หรือรูปแบบเรซูเมเพียงอย่างเดียว

คำถามสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม

ใช้คำถามที่ให้ผู้สมัครเล่าเหตุการณ์จริงตามหลัก STAR ได้แก่ Situation, Task, Action และ Result ตัวอย่างเช่น

    • เคยรับมือผู้มาติดต่อที่ไม่พอใจอย่างไร
    • หากลูกค้ายืนรอพร้อมกับมีสายโทรเข้าจะจัดลำดับอย่างไร
    • เคยบันทึกข้อมูลผิดหรือไม่ และแก้ไขอย่างไร
    • เมื่อไม่ทราบคำตอบ จะช่วยผู้มาติดต่ออย่างไรโดยไม่ให้ข้อมูลผิด

ผู้สัมภาษณ์ควรถามต่อถึงบทบาทที่ผู้สมัครลงมือทำจริง ผลลัพธ์ และสิ่งที่เรียนรู้ ไม่ควรให้คะแนนจากคำตอบที่ฟังดูดีเพียงอย่างเดียว

Structured Interview ช่วยลดอคติอย่างไร

Structured Interview คือการใช้คำถาม ลำดับการถาม และเกณฑ์คะแนนมาตรฐานเดียวกันกับผู้สมัครทุกคน ช่วยให้เปรียบเทียบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับงานได้อย่างสม่ำเสมอกว่าการสนทนาแบบไม่มีโครงสร้าง

การสัมภาษณ์ที่มีมาตรฐานไม่ได้ลดความเป็นธรรมชาติ แต่ลดความเสี่ยงที่ความประทับใจส่วนตัวจะมีน้ำหนักมากกว่าความสามารถในการทำงาน

ทดสอบสถานการณ์จริงก่อนรับเข้าทำงานต้องดูอะไร

ควรใช้ Work Sample Test หรือ Role Play เพื่อดูว่าผู้สมัครนำทักษะไปใช้ได้จริงหรือไม่ โดยสถานการณ์ต้องสัมพันธ์กับงานและใช้เวลาเท่าที่จำเป็น

ตัวอย่าง Role Play สำหรับพนักงานต้อนรับ

สถานการณ์ทดสอบอาจประกอบด้วยการรับสายพร้อมต้อนรับแขก การแก้ไขนัดหมายผิด การรับมือผู้มาติดต่อที่มีอารมณ์ หรือการอธิบายข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ

Work Sample Test ควรจำลองงานที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับงานจริง และประเมินจากพฤติกรรมหรือผลลัพธ์ที่สังเกตได้ เช่น ความถูกต้อง จำนวนข้อผิดพลาด และทักษะการสื่อสาร

แบบประเมินคะแนนที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ร่วมกัน

แบบประเมินควรครอบคลุมการทักทาย การฟังและจับประเด็น น้ำเสียง ความถูกต้อง การตั้งคำถาม การรักษาความลับ การตัดสินใจ และการส่งต่อเหตุการณ์

ควรให้ผู้ประเมินมากกว่าหนึ่งคนใช้เกณฑ์เดียวกัน และหลีกเลี่ยงการให้ผู้สมัครทำงานจริงเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็นหรือค่าตอบแทนที่เหมาะสม

เช็กประวัติและเตรียมวันเริ่มงานเพื่อลดการจ้างผิดคน

Reference Check ช่วยยืนยันข้อมูลสำคัญ แต่ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และจัดการข้อมูลผู้สมัครอย่างเหมาะสม

Reference Check ควรถามอะไร

เมื่อได้รับความยินยอมจากผู้สมัคร ควรถามบุคคลอ้างอิงเกี่ยวกับหน้าที่จริง ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา การทำงานภายใต้แรงกดดัน การรับข้อมูลป้อนกลับ และเหตุผลที่ออกจากงาน

องค์กรควรศึกษาข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ก่อนเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลผู้สมัคร รวมถึงกำหนดผู้เข้าถึงและระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลให้เหมาะสม

แผน Onboarding วันแรกและช่วงทดลองงาน

วันเริ่มงานควรมีมาตรฐานการต้อนรับ สคริปต์ที่จำเป็น รายชื่อผู้ประสานงาน เส้นทางส่งต่อเรื่อง ข้อกำหนดความปลอดภัย แนวปฏิบัติด้าน PDPA และผู้ดูแลประจำทีม

กำหนดเป้าหมาย 7-30-60 วัน เช่น ใช้ระบบพื้นฐานได้ ให้ข้อมูลตามขอบเขตได้ รับมือสถานการณ์มาตรฐานได้ และทำงานโดยลดการกำกับดูแลลงตามลำดับ

ควรสรรหาเองหรือใช้บริการ Outsource พนักงานต้อนรับ

การสรรหาเองเหมาะกับองค์กรที่มีทีม HR และระบบบริหารหน้างานพร้อม ส่วน Outsource เหมาะเมื่อองค์กรต้องการลดเวลาในการหาคน ลดภาระงานประจำ หรือมีความจำเป็นด้านการทดแทนบุคลากรและการจัดตาราง

เปรียบเทียบต้นทุน เวลา และภาระการบริหาร

อย่าเปรียบเทียบเฉพาะเงินเดือนกับค่าบริการ แต่ควรรวมค่าโฆษณา เวลาคัดกรอง การทำสัญญา เงินเดือน สวัสดิการ การควบคุมการเข้างาน การฝึกอบรม การแก้ปัญหาขาดงาน และต้นทุนเมื่อพนักงานลาออก

องค์กรสามารถดูภาพรวมของบริการจัดหาพนักงาน Outsource เพื่อพิจารณาว่างานส่วนใดควรบริหารเอง และส่วนใดเหมาะกับการใช้ผู้ให้บริการภายนอก

เกณฑ์เลือกผู้ให้บริการสรรหาพนักงานต้อนรับ

ควรตรวจสอบกระบวนการคัดเลือก เกณฑ์สัมภาษณ์ การทดสอบก่อนเริ่มงาน ระยะเวลาจัดหา แผนสำรองกรณีขาดงาน การอบรม การดูแลหลังเริ่มงาน และความโปร่งใสด้านสัญญาและกฎหมายแรงงาน

SO PEOPLE ให้บริการจัดหาพนักงาน Outsource พร้อมบริการบริหารบุคลากรสำหรับองค์กร ช่วยลดภาระด้าน HRM และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดกำลังคน โดยองค์กรควรแจ้งขอบเขตงาน มาตรฐานบริการ และสถานการณ์หน้างานให้ชัด เพื่อให้การคัดสรรตรงกับความต้องการมากที่สุด

FAQ

ควรเริ่มจากทักษะการสื่อสารและ Service Mind โดยประเมินว่าผู้สมัครรับฟัง จับประเด็น แก้ปัญหา และรับผิดชอบต่อการส่งต่อเรื่องได้หรือไม่ ไม่ควรพิจารณาจากบุคลิกภายนอกเพียงอย่างเดียว

ใช้คำถามเชิงพฤติกรรม เช่น “เล่าเหตุการณ์ที่ต้องรับมือกับลูกค้าที่ไม่พอใจ” จากนั้นถามต่อถึงสิ่งที่ผู้สมัครทำ เหตุผลที่ตัดสินใจ ผลลัพธ์ และสิ่งที่จะปรับปรุง

จำลองสถานการณ์สั้นที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น รับโทรศัพท์พร้อมต้อนรับแขก แก้ไขนัดหมาย หรือรับข้อร้องเรียน พร้อมใช้เกณฑ์คะแนนเดียวกันกับผู้สมัครทุกคน

สามารถรับได้หากมีสมรรถนะพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การสื่อสาร การเรียนรู้ ความรับผิดชอบ และการควบคุมอารมณ์ โดยองค์กรต้องมีระบบฝึกอบรมและ Onboarding ที่ชัดเจน

การสรรหาเองทำให้องค์กรควบคุมกระบวนการได้โดยตรง แต่ต้องรับผิดชอบงาน HR และการบริหารบุคลากรทั้งหมด ส่วน Outsource ช่วยลดภาระการจัดหา จ้างงาน และดูแลกำลังคน ทั้งนี้ ขอบเขตบริการขึ้นอยู่กับสัญญาของผู้ให้บริการแต่ละราย

Writer : Tutiphum Phanwong

Digital Marketing/Performance Marketing : SO-Siamrajathanee Plc.

นักวางกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาดที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี เชี่ยวชาญการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และระบบ Data-Driven Performance Marketing เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน วิเคราะห์อินไซต์ และสร้างการเติบโตเชิงรุกให้แก่ธุรกิจ B2B และอุตสาหกรรมยุคใหม่